ประโยชน์ของขมิ่นชัน

ขมิ้นชัน (Turmeric) หรือขมิ้น เป็นพืชที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อของเหง้ามีสีเหลืองเข้มไปจนถึงสีแสด เอกลักษณ์ที่เด่นชัด คือ รสชาติที่จัดจ้าน สีสันมีความสวยงาม อีกทั้งยังได้มีการนำเอาสมุนไพรมาประยุกต์ผสมผสานลงไปในอาหารไทย ทำให้ได้รสชาติที่ดูแตกต่างแต่ลงตัว เมื่อพูดถึงเรื่อง สมุนไพร ที่คนไทยนิยมนำมาทำอาหาร เราคงจะพลาดที่จะเอ่ยถึง ขมิ้นชัน ไม่ได้ เพราะว่าเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่ทำให้อาหารมีสีสันสะดุดตา ตลอดจนมีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มพูนเป็นลำดับถัดมาจากความอร่อย ตอนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสมุนไพรชนิดกันให้มากขึ้น เพราะเหตุใดจึงเป็นที่นิยม และประโยชน์ที่ได้จากสมุนไพรชนิดนี้มีอะไรบ้าง หากพร้อมแล้วมาเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

วิตามินและแร่ธาตุในขมิ้นชัน

นอกจากเราจะเราสามารถนำขมิ้นชันไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาหาร ใช้ย้อมสี หรือใช้เพิ่มกลิ่นให้กับอาหารแล้ว ในขมิ้นชันยังมีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินซี วิตามินอี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เกลือแร่ เส้นใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน

เริ่มเล่าเท้าความถึงขมิ้นชันนั้น เป็นไม่ล้มลุกอายุหลายปี ความสูงของลำต้นเพียง 30 - 90 เซนติเมตรเท่านั้น มีเหง้าใต้ดิน ส่วนตรงกลางมีขนาดใหญ่รูปไข่ มีแขนงแตกออกด้านข้าง 2 ด้าน ที่อยู่ตรงข้ามกันคล้ายนิ้วมือ เนื้อในเหง้ามีสีเหลืองเข้ม กลิ่นหอม คนไทยรู้จักกันในฐานะของพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ นิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร ปัจจุบันยังได้เพิ่มการแต่งสี แต่งกลิ่น เพิ่มรสชาติให้อาหารมีความน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น อาหารที่นิยมใส่ขมิ้นชัน ได้แก่ แกงเหลือง ข้าวหมกไก่ แกงกะหรี่ ขนมเบื้องญวน ไก่ทอด แกงไตปลา มัสตาร์ด เนย มาการีน เป็นต้น

จุดเริ่มต้นของการที่คนเราหันมารับประทานขมิ้นชันนั้น เชื่อกันว่ามีต้นตอมาจากชาวอินเดีย หรือที่เรียกว่า ชาวภารตะ ที่นิยมกินขมิ้นชันกันมานานกว่า 4,000 ปีแล้ว ส่วนคนไทยก็มีความนิยมกินขมิ้นชันเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคใต้นิยมใส่ขมิ้นชันลงไปในอาหารประเภทแกงเผ็ดเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้มีสีเหลืองและยังช่วยดับกลิ่นคาวปลาได้อีกด้วย รวมทั้งการใส่ลงไปในอาหารก็จะช่วยไม่ให้อาหารบูดเสียง่าย เพราะในขมิ้นชันมีคุณสมบัติที่ช่วยต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนั้น การใช้ขมิ้นชันในอาหารจะช่วยป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ป้องกันการเหม็นหืนของน้ำมันและไขมันเมื่อต้องเก็บไว้เป็นเวลานานๆ นับว่าเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบในการช่วยถนอมอาหารและยังมีคุณค่าทางโภชนาการให้อาหารได้อีกด้วย

สรรพคุณทางยา

ขมิ้นชันนอกจากที่จะมีคุณค่าทางอาหารแล้ว ก็ยังถือเป็นพืชที่มีคุณค่าทางยาอีกด้วย ซึ่งชาวไทยนิยมนำส่วนต่างๆ มาใช้เป็นยาเพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นรับร่างกาย โดยสามารถดูรายละเอียดได้ดังนี้

  • เหง้า :เหง้ารสฝาดหวานเอียด ใช้สำหรับแก้อาการไข้เรื้อรัง ผอมเหลือง แก้โรคผิวหนัง แก้เสมหะและโลหิต แก้ท้องร่วง สมานแผล แก้ธาตุพิการ ขับผายลม แก้ผื่นคัน ขับกลิ่นและสิ่งสกปรกในร่างกาย คุมธาตุ หยอดตาแก้ตาบวม ตาแดง น้ำคั้นจากเหง้าสดทาแก้แผลถลอก แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ลดอาการอักเสบ ทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง นำมาอัดเม็ดทำเป็นยารักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย กระเพาะอาหารอ่อนแอ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง แก้บิด
  • ผงขมิ้น :(น้ำเหง้าแห้งมาบดเป็นผง) นำมาเคี่ยวกับน้ำมันพืช ทำน้ำมันใส่แผลสด
  • ขมิ้นสด :(ใช้เหง้าสดล้างให้สะอาด) ตำกับดินประสิวเล็กน้อย ผสมน้ำปูนใสพอกบาดแผลและแก้เคล็ดขัดยอก เผาไฟ ตำกับน้ำปูนใส รับประทานแก้ท้องร่วง แก้บิด

ตำรับยา

การใช้ขมิ้นเพื่อรักษาอาการแน่นจุกเสียด อาหารไม่ย่อย เป็นข้อบ่งใช้เดียวที่มีรายงานการวิจัยทางคลินิกที่เป็นที่ยอมรับขององค์การอนามัยโลก และคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา

วิธีใช้

  1. รับประทานผงขมิ้นชันในขนาด 5 - 4 กรัม/วัน แบ่งเป็นวันละ 3 - 4 ครั้ง ช่วงเวลาหลังอาหารและก่อนนอน
  2. ใช้ขมิ้นชันผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอน รับประทานช่วงเวลาหลังอาหารและก่อนนอน ครั้งละ 3 - 5 เม็ด วันละ 3 เวลา

การใช้ขมิ้นรักษาอาการท้องเสีย

วิธีใช้

  1. ใช้ขมิ้นชันผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอน รับประทานช่วงเวลาหลังอาหารและก่อนนอน ครั้งละ 3 - 5 เม็ด วันละ 3 เวลา

การใช้ขมิ้นรักษาแผลและแมลงกัดต่อย

วิธีใช้

  1. ใช้ผงขมิ้นชัน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันหมู 2 - 3 ช้อนโต๊ะ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ จนน้ำมันกลายเป็นสีเหลือง ใช้น้ำมันที่ได้ใส่แผล
  2. นำขมิ้นชันมาล้างให้สะอาดแล้วตำจนละเอียด คั้นเอาน้ำที่ได้มาใส่แผล
  3. เอาขมิ้นชันผสมกับน้ำปูนใสเล็กน้อย จากนั้นให้ผสมสารส้ม หรือดินประสิว พอกบริเวณที่เป็นแผลและแก้เคล็ดขัดยอก

การใช้ขมิ้นเพื่อรักษากลาก เกลื้อน

วิธีใช้

  1. ผสมขมิ้นกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นกลาก เกลื้อน จำนวน 2 ครั้ง/วัน
    การใช้ขมิ้นชันในการกำจัดและป้องกันศัตรูพืช
    วิธีใช้
  2. ตำขมิ้นชั้นแห้งครึ่งกิโลกรัมให้ละเอียด จากนั้นนำไปหมักในน้ำ 2 ลิตร ทิ้งไว้ค้างคืน เมื่อได้ที่แล้วจึงกรองเอาเฉพาะน้ำไปผสมน้ำเพิ่มอีก 2 ลิตร ใช้ฉีดพ่นแปลงผักจะช่วยป้องกันหนอนใยผัก หนอนกระทูผัก และหนอนผีเสื้อทั่วไป

นอกจากขมิ้นชัน จะสามารถนำมาประกอบอาหารประเภทต่างๆ รวมถึงยังใช้เป็นยารักษาโรคและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกายได้แล้ว สมุนไพรชนิดนี้ยังสามารถนำไปใช้รักษาโรคที่คาดว่าน่าจะเกิดจากอนุมูลอิสระ อย่าง โรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด เป็นต้น สำหรับในโรคมะเร็งเองแล้ว ขมิ้นชัน จะมีฤทธิ์ช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการแพร่กระจาย อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ปกติเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็ง โดยจากการทดสอบในห้องทดลองพบว่า ฤทธิ์ของขมิ้นชันจะช่วยยับยั้งการเติบโต หรือการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเซลล์มะเร็งหลายๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับอ่อนต่างก็ได้ผลที่ดีทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงเป็นข้อดีต่อผู้ป่วยมะเร็งระยะต้นๆ ที่จะหันมารับประทานขมิ้นชันในรูปแบบของการปรุงอาหาร ที่ถือได้ว่าเป็นวิธีการที่สะดวกและปลอดภัยที่สุด หรืออาจนำผงขมิ้นชันผสมลงในเครื่องดื่มก็ได้ แต่หากต้องการจะรับประทานในรูปแบบอาหารเสริมอาจต้องระวังสักเล็กน้อย เพราะจากงานวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งบางรายช่วงที่ได้เคมีบำบัด อาหารเสริมอาจเข้าไปรบกวนประสิทธิภาพของยาได้

เก็บเกี่ยวขมิ้นชันเพื่อใช้ประโยชน์

เราสามารถใช้ประโยชน์จากขมิ้นชันได้ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเก็บเกี่ยว ไม่ควรเก็บในช่วงที่เป็นระยะการแตกหน่อของขมิ้นชัน เนื่องจากในช่วงเวลาการแตกหน่อเป็นช่วงที่ขมิ้นชันผลิตสารเตอร์คิวมินน้อยกว่าช่วยอื่นๆ สารเตอร์คิวมินเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่อยู่ภายในขมิ้นชันดังนั้น เหง้าที่จะสามารถเก็บได้ดี ควรมีอายุเหง้าอย่างน้อย 9 - 12 เดือน และเมื่อเก็บมาแล้วก็ไม่ควรเก็บนานจนเกินไป เพราะน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชันจะระเหยออกหมดเสียก่อน

เมื่อเก็บเกี่ยวเหง้าของขมิ้นชันมาแล้ว หากไม่ได้นำเอาไปทำอาหาร แต่จะใช้เป็นยาเพื่อมาทานเพื่อรักษาโรคต่างๆ ควรนำขมิ้นชันไปล้างน้ำให้สะอาดเสียก่อน เสร็จแล้วจึงนำเอามาหั่นเป็นแว่นๆ ชิ้นบางๆ โดยไม่ต้องปอกเปลือกออก จากนั้นนำไปตากแดดโดยใช้เวลาประมาณ 2 วัน หลังจากนั้นจึงนำเอาขมิ้นชันมาบดให้ละเอียด แล้วเอาผงขมิ้นชันผสมเข้ากันกับน้ำผึ้งแล้วนำมาปั้นเป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ สามารถทานครั้งละ 2 - 3 เม็ด จำนวน 3 ครั้งต่อวัน โดยทานในช่วงเวลาหลังอาหารหรือก่อนนอน

การซื้อขมิ้นชันให้ได้คุณภาพดี

สำหรับการเลือกนำขมิ้นชันมาใช้เพื่อประกอบอาหารสามารถทำได้ทั้งแบบเหง้าสดและบดเป็นผง โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

  • เหง้าสดควรเลือกเหง้าที่มีอายุปลูกตั้งแต่ 9 - 12 เดือน โดยสังเกตได้จากเหง้าขมิ้นชันจะมีขนาดความกว้างและยาวประมาณนิ้วชี้ หรือนิ้วก้อยของผู้ใหญ่ มีสีเหลืองเข้ม หรือสีเหลืองแสด มีกลิ่นฉุน
  • ชนิดบดเป็นผงควรเลือกผงสีเหลืองเข้ม หรือสีแสด ต้องดูให้ดีว่าไม่มีสิ่งเจือป โดยเฉพาะหากอยู่ในร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจมีการนำผงขมิ้นมาผสมกับอย่างอื่น ทำให้ได้ขมิ้นชันที่ไม่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซนต์ จะทำให้สารออกฤทธิ์ต่างๆ ในผงขมิ้นลดน้อยลงไปด้วย

การซื้อเหง้าขมิ้นสดแล้วนำมาบดเองจะทำให้ได้ผงขมิ้นชันที่สะอาด ปลอดภัย ได้คุณภาพมากกว่า โดยทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  1. ซื้อเหง้าขมิ้นชันที่มีอายุ 9 - 12 เดือน นำมาล้างให้สะอาด จากนั้นให้หั่นเป็นชิ้นบางๆ
  2. วางขมิ้นชันลงบนตะแกรง นำไปจากแดดในที่ร่มจนกว่าขมิ้นชันจะแห้ง หรืออาจนำไปอบในตูอบ ใช้ความร้อนไม่เกิน 96 องศาเซลเซียส มิเช่นนั้นอาจทำให้เกิดสารพิษได้
  3. บดขมิ้นชันให้เป็นผงละเอียด เก็บใส่ขวดโหลที่แห่งสนิท ไม่ควรวางไว้ถูกแสงแดด เพราะจะทำให้สารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระถูกทำลายไป
  4. ไม่ควรเก็บผงขมิ้นชันไว้นานจนเกินไป เพราะอาจทำให้น้ำมันหอมระเหยระเหยไปหมด จึงแนะนำให้ทำผงขมิ้นชันไว้พอประมาณ

ยาสำหรับทาภายนอก

นอกจากการนำขมิ้นชันมาทานแล้ว ขมิ้นชันยังสามารถใช้เป็นยาสำหรับทาภายนอกได้อีกด้วย เพื่อรักษาอาการแพ้ ผื่นคัน ผิวหนังเกิดอาการอักเสียบ หรือแมลงกัดต่อย โดยวิธีการคือ ให้นำเอาเหง้าของขมิ้นชันมาต้มในน้ำจนสุก จากนั้นเอามาทาบริเวณที่มีอาการ หรือถูกแมลงกัดต่อย วันละ 3 เวลาก็จะช่วยบรรเทาที่เกิดขึ้นได้  

การรับประทานขมิ้นชัน

การรับประทานขมิ้นชัน จะช่วยรักษาโรคได้หลากหลาย เมื่อสามารถรักษาจนโรคหายหรือดีขึ้นแล้วก็ควรหยุดทานขมิ้นชัน เพราะถึงจึงมีประโยชน์มากมาย แต่การที่ร่างกายรับมากจนเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกัน เช่น มีอาการเวียนหัว คลื่นไส้อาเจียน หน้ามืด ท้องเสีย ปวดหัว นอนไม่หลับ เพื่อเป็นการป้องกันผลเสียเหล่านี้จึงควรทานแต่พอดี เมื่อโรคหายแล้วก็หยุดในทันที หรือถ้าเกิดมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นก็ให้หยุดการทานขมิ้นชันและให้หายตัวอื่นมากินแทน 

แต่อย่างไรก็ตามต้องหมั่นสังเกตให้ดีๆ ว่าอาการที่เกิดขึ้นกับคุณนั้นเกิดจากผลค้างเคียงที่มาจากขมิ้นชัน หรืออาหารอย่างอื่น หรือมาจากโรคที่คุณเป็นอยู่เดิมอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถรักษาโรคได้อย่างถูกต้อง

สูตรพอกหน้าลดสิวด้วยขมิ้นชัน

การใช้ขมิ้นชันพอกหน้ารักษาสิว เป็นตำรับการประทินผิวที่มีมาตั้งแต่โบราณ ด้วยวิธีรักษาตามแบบฉบับธรรมชาติที่ให้ความปลอดภัยสูง และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี สูตรพอกหน้าที่มีส่วนผสมของขมิ้นชัน มีด้วยกันหลายสูตรดังนี้

https://www.youtube.com/watch?v=UN6Ck5uDgM0

สูตร 1: ผงขมิ้นชัน + ดินสอพอง + นมสด

ผสมผงขมิ้นชันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ กับดินสอพอง 1 ช้อนโต๊ะ (ดินสอพองสตุ) แล้วค่อยๆ ผสมนมสดตามลงไปในสัดส่วนที่ไม่มากจนทำให้ส่วนผสมกลายเป็นน้ำเหลว ค่อยๆ คนจนส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อเนียนเหมือนครีมทาผิว จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด นำส่วนผสมทั้งหมดพอกเอาไว้บนใบหน้า นวดเบาๆ ประมาณ 5 นาที ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วค่อยล้างออกตามปกติ จะช่วยให้ผิวหน้านุ่ม ลดแบคทีเรียที่เป็นตัวการทำให้เกิดสิว และช่วยให้ผิวแลดูขาวขึ้น

สูตร 2: ผงขมิ้นชัน + น้ำมะนาว

ผสมผงขมิ้นชันประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ถ้าหากหนืดเกินไป ให้ผสมน้ำเปล่าลงไปจนส่วนผสมเหนียวข้นได้ที่ สามารถเกลี่ยให้ทั่วผิวหน้าได้แล้ว นำมาพอกให้ทั่ว สำหรับคนที่มีปัญหาสิวอักเสบและสิวอุดตัน น้ำมะนาวจะช่วยลดการอักเสบ เพิ่มระดับการกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นตอของสิวร่วมกับสรรพคุณของขมิ้นชัน จากนั้นทิ้งไว้ 5-10 นาทีแล้วล้างออก แต่หากรู้สึกแสบผิวหน้า สามารถล้างออกก่อนเวลาก็ได้

ขมิ้นหรือขมิ้นชัน เป็นเครื่องเทศที่ใช้อย่างแพร่หลายในอาหารของประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะอาหารประเภทแกง ด้วยรสชาติและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ มีรสเผ็ดร้อน และขมเล็กน้อย จึงถูกนำไปใช้เป็นเครื่องปรุงรสหรือแต่งสีในผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ และสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย สำหรับส่วนที่เป็นเหง้าหรือรากของต้นนิยมใช้ทำเป็นยารักษาโรค เนื่องจากสารสำคัญสีเหลืองที่ชื่อว่า เคอร์คูมิน (Curcumin) ได้รับการกล่าวอ้างถึงฤทธิ์ในการรักษาและป้องกันโรคได้มากมายตั้งแต่อดีต เช่น โรคปวดข้อ ต้านการอักเสบในร่างกาย บรรเทาอาการท้องเสีย ยับยั้งการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรหรือเอชไพโลไร (Helicobacter Pylori) ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดไขมันในเลือด การอักเสบของผิวหนัง ปวดศีรษะ เป็นต้น

 

จากฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database) ได้แบ่งระดับความน่าเชื่อถือของการใช้การรักษาทางเลือกจากธรรมชาติจากขมิ้นอยู่ในระดับการรักษาที่อาจได้ผลและยังไม่มีหลักฐานเพียงพอต่อการระบุประสิทธิภาพ ซึ่งประโยชน์ต่อสุขภาพที่มีการค้นคว้าและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กล่าวถึง มีดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของขมิ้นที่อาจเป็นประโยชน์

ภาวะคอเลสเตอรอลสูง งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการรับประทานขมิ้นหรืออาหารเสริมจากขมิ้นที่มีสารเคอร์คูมินในปริมาณที่เหมาะสมต่อวันอาจเป็นประโยชน์ต่อการลดระดับไขมันรวมและเพิ่มระดับไขมันชนิดดีในเส้นเลือด จากการศึกษาประสิทธิภาพสารเคอร์คูมินต่อระดับไขมันรวม ไขมันชนิดไม่ดี ไขมันชนิดดี และไตรกลีเซอไรด์ในผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 75 คน โดยให้รับประทานสารเคอร์คูมิน 3 ขนาด แบ่งรับประทาน 3 ครั้งต่อวัน ได้แก่ ปริมาณน้อย 15 มิลลิกรัมต่อวัน ปริมาณปานกลาง 30 มิลลิกรัมต่อวัน และปริมาณสูง 60 มิลลิกรัมต่อวัน ผลพบว่าการรับประทานสารเคอร์คูมินในปริมาณน้อยต่อวันช่วยลดระดับไขมันชนิดไม่ดีและไขมันรวมได้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการรับประทานสารเคอร์คูมินในปริมาณปานกลางและมาก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มระดับไขมันชนิดดีสูงสุดเช่นกัน

ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาสารเคอร์คูมินต่อการลดระดับไขมันในผู้ป่วยภาวะอ้วนลงพุง 65 คน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมัน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยได้ผลในทิศทางเดียวกัน ผู้ป่วยกลุ่มแรกรับประทานสารสกัดเคอร์คูมิน 630 มิลลิกรัมต่อวัน เปรียบเทียบกับผู้ป่วยอีกกลุ่มที่รับประทานยาหลอก โดยแบ่งรับประทาน 3 ครั้งต่อวันทั้ง 2 กลุ่ม นาน 12 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า กลุ่มที่รับประทานสารสกัดเคอร์คูมินมีระดับไขมันชนิดไม่ดีและไตรกลีเซอไรด์ลดลง ส่วนไขมันชนิดดีเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวและระดับน้ำตาลในเลือด

ผลการศึกษาบางส่วนนี้ชี้ให้เห็นว่าการรับประทานสารเคอร์คูมินเป็นประจำอาจเป็นอีกวิธีช่วยลดระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยภาวะอ้วนลงพุง และโรคอื่น ๆ ทั้งนี้ กลุ่มการทดลองมีขนาดเล็ก จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในระยะยาว

โรคข้อเสื่อม อีกคุณสมบัติทางยาของขมิ้นอาจช่วยบรรเทาอาการจากโรคข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากมีสารเคอร์คูมินที่มีฤทธิ์ต่อต้านกระบวนการอักเสบ โดยมีการศึกษาถึงประสิทธิภาพของสารเคอร์คูมินเปรียบเทียบกับยาไดโคลฟีแนคต่อการหลั่งเอนไซม์ Cyclooxygenase-2 (COX-2) ในน้ำไขข้อของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม 80 คน กลุ่มแรกรับประทานสารเคอร์คูมิน วันละ 30 มิลลิกรัม และอีกกลุ่มรับประทานยาไดโคลฟีแนค วันละ 25 มิลลิกรัม โดยแบ่งรับประทาน 3 เวลาเช่นเดียวกันทั้ง 2 กลุ่ม เมื่อครบ 4 สัปดาห์ จึงเจาะน้ำในข้อเข่าออกมาตรวจ เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการรับประทาน ผลพบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสารเคอร์คูมินและยาไดโคลฟีแนคในการยับยั้งการหลั่ง COX-2 ซึ่งเป็นเอมไซม์ที่หลั่งเมื่อเกิดการอักเสบ ปวด และบวม จึงเชื่อว่าสารเคอร์คูมินอาจมีส่วนช่วยบรรเทาอาการผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมได้ดีเช่นเดียวกับยา  

อย่างไรก็ตาม มีรายงานบางชิ้นพบผลข้างเคียงเล็กน้อยจากขมิ้น เช่น การศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อการใช้สารสกัดจากขมิ้นเปรียบเทียบกับยาไอบูโปรเฟนในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม จำนวน 367 คน เพื่อดูอาการปวดและสมรรถภาพการใช้งานข้อเข่า ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มแรกรับประทานสารสกัดจากขมิ้น 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน และอีกกลุ่มรับประทานยาไอบูโปรเฟน 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 4 สัปดาห์ จากนั้นจึงวัดผลด้วยแบบประเมินวัดอาการปวด ผลพบว่า สารสกัดจากขมิ้นมีประสิทธิภาพเทียบเท่ายาไอบูโปรเฟนในการรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม และพบผลข้างเคียงในระบบทางเดินอาหารเล็กน้อยโดยน้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ยา จึงอาจต้องมีการศึกษาผลกระทบของการรับประทานขมิ้นต่อร่างกายในระยะยาว

อาการคัน ขมิ้นมีสารเคอร์คูมินที่เชื่อว่ามีส่วนสำคัญในการยับยั้งกระบวนการอักเสบภายในร่างกาย จึงอาจช่วยลดอาการคันในผู้ป่วยบางโรคได้ โดยมีงานวิจัยถึงประสิทธิภาพของขมิ้นต่ออาการคันเปรียบเทียบกับยาหลอกในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 100 คน ผลปรากฏว่า กลุ่มที่รับประทานขมิ้นมีอาการคันลดลงกว่ากลุ่มที่ใช้ยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่พบผลข้างเคียงทั้ง 2 กลุ่ม จึงคาดว่าขมิ้นมีส่วนช่วยลดอาการคันในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง แต่ยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขมิ้นต่อร่างกายในระยะยาวได้แน่ชัด

นอกจากนี้ การศึกษาอีกชิ้นเรื่องคุณสมบัติของสารเคอร์คูมินด้านการต้านอักเสบในผู้ป่วยผื่นผิวหนังจากสารซัลเฟอร์ มัสตาร์ด เพศชาย 69 คน อายุ 37-59 ปี โดยทดลองทาสารสกัดจากเคอร์คูมิน 1 กรัมต่อวัน เปรียบเทียบกับยาหลอก ติดต่อกันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เพื่อดูความรุนแรงของอาการคันเรื้อรังและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ผลพบว่า ฤทธิ์ต้านการอักเสบของเคอร์คูมินในขมิ้นช่วยยับยั้งสารในกระบวนการอักเสบบางชนิดได้มากกว่ากลุ่มที่ใช้ยาหลอก แต่ไม่พบความแตกต่างในคุณสมบัติด้านการลดอาการคันตามผิวหนังของทั้ง 2 กลุ่ม ทำให้ต้องศึกษาสารเคอร์คูมินเพิ่มเติมในด้านการลดอาการคันและวิธีปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว รวมทั้งข้อจำกัดด้วยขนาดกลุ่มทดลองขนาดเล็กและระยะเวลาติดตามผลสั้น  

โรคอัลไซเมอร์ การศึกษาคุณสมบัติของขมิ้นต่อการรักษาโรคอัลไซเมอร์ ยังมีอยู่จำกัดในปัจจุบัน แต่ผลการวิจัยบางส่วนแสดงให้เห็นว่าขมิ้นอาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคนี้ จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ให้ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ จำนวน 3 ราย ที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมและอาการสมองเสื่อมอย่างรุนแรงรับประทานสารสกัดจากขมิ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ จากนั้นจึงวัดผลด้วยแบบประเมินอาการ ผลพบว่า มีผู้ป่วยเพียงรายเดียวที่ได้คะแนนสูงขึ้นในการทดสอบความจำเมื่อเทียบกับผลก่อนการทดลอง ในขณะที่ผู้ป่วยอีก 2 คน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากการทำแบบประเมิน แต่สามารถจดจำบุคคลในครอบครัวเมื่อผ่านไป 1 ปี นอกจากนี้ ผู้ป่วยทั้ง 3 ราย ไม่มีอาการในลักษณะเดิมเมื่อรับประทานสารสกัดจากขมิ้นมากกว่า 1 ปี งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่า ขมิ้นอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมและความจำเสื่อม อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยในการทดลองมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งต้องขยายผลการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป เพื่อช่วยยืนยันประสิทธิภาพของการรักษา

ภาวะตาอักเสบ ด้วยสรรพคุณต้านการอักเสบของสารเคอร์คูมินในขมิ้นอาจเป็นประโยชน์ในการรักษาภาวะตาอักเสบและโรคทางดวงตา แต่ก็ยังขาดผลการศึกษาระยะยาวในหลายส่วน เช่น งานวิจัยที่ศึกษาถึงประสิทธิภาพของสารเคอร์คูมินในผู้ป่วยโรคยูเวียอักเสบ 32 คน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยแบ่งให้กลุ่มแรกรับประทานเคอร์คูมิน 375 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง และอีกกลุ่มรับประทานเคอร์คูมินควบคู่กับยารักษาวัณโรค หลังผ่านไป 2 สัปดาห์แรก พบว่า ผู้ป่วยทั้งหมดในกลุ่มแรกที่รับประทานขมิ้นมีอาการดีขึ้น ในขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มที่ 2 มีอาการดีขึ้นประมาณ 86% นอกจากนี้ หลังติดตามผลระยะยาวในช่วง 3 ปีหลัง กลับพบว่าอัตราการกลับมาเป็นโรคและภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้สูญเสียการมองเห็นของผู้ป่วยในกลุ่ม 1 สูงกว่ากลุ่มที่ 2 เล็กน้อย จึงยังไม่สามารถบอกประสิทธิภาพของขมิ้นในการรักษาภาวะตาอักเสบได้อย่างชัดเจน อีกทั้ง ข้อมูลด้านความปลอดภัยและผลข้างเคียงของขมิ้นยังมีอยู่จำกัด    

การศึกษาอีกชิ้นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของสารเคอร์คูมินในรูปแบบไฟโตโซม (Curcumin Phosphatidylcholine Complex) ในผู้ป่วยโรคยูเวียอักเสบที่กลับมาเป็นซ้ำ 106 คน ในการทดลองแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่มตามสาเหตุของโรค กลุ่มแรกเป็นยูเวียอักเสบจากปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง กลุ่มที่ 2 ยูเวียอักเสบจากการติดเชื้อ และกลุ่มที่ 3 ยูเวียอักเสบจากสาเหตุอื่น ๆ โดยให้ผู้ป่วยรับประทานวันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 12 เดือน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสารเคอร์คูมินในรูปแบบไฟโตโซมช่วยลดอาการไม่สบายตาและการมองเห็นมากกว่า 80% หลังเข้ารับการรักษาไม่กี่สัปดาห์ จึงเชื่อว่าสารเคอร์คูมินน่าจะมีบทบาทต่อการรักษาโรคทางดวงตาหรือสภาวะอื่น ๆ ของดวงตา เช่น ตาแห้ง โรคของจอตา โรคต้อหิน ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา เป็นต้น

อาการจุกเสียดท้อง สารเคอร์คูมินมักถูกอ้างถึงคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร และเป็นประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน จึงมีงานวิจัยบางส่วนที่ค้นคว้าเกี่ยวกับประสิทธิภาพของสารเคอร์คูมินเปรียบเทียบกับยาตัวอื่นที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะในผู้ที่ติดเชื้อเอชไพโลไรและมีอาการจุกเสียดท้อง จำนวน 25 คน โดยให้รับประทานสารเคอร์คูมิน 30 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ จากนั้นจึงตรวจหาเชื้อเอชไพโลไรด้วยวิธีเป่าลมหายใจ ตรวจดูความรุนแรงของอาการต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น ตรวจเลือด และตรวจหาสารภูมิต้านทานจากเชื้อเอชไพโลไร ผลพบว่าสารเคอร์คูมินช่วยลดอาการจุกเสียดท้องและลดการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่มีผลต่อการกำจัดเชื้อเอชไพโลไรในผู้ป่วย จึงยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนมากพอว่าขมิ้นช่วยได้จริงหรือไม่ และอาจต้องรอผลการศึกษาอื่นในอนาคต

ภาวะซึมเศร้า มีความเชื่อว่าสารเคอร์คูมินมีอิทธิพลต่อกลไกทางชีววิทยาหลายประการที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า จึงอาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาภาวะนี้ จากการทดลองการใช้สารเคอร์คูมินในผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้า 56 คน โดยให้รับประทานเคอร์คูมิน 500 มิลลิกรัม รับประทาน 2 ครั้งต่อวัน เปรียบเทียบกับอีกกลุ่มที่ได้รับยาหลอก เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ผลในช่วงแรกพบว่า ผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่มมีระดับคะแนนด้านอารมณ์ไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4-8 กลับพบว่า กลุ่มที่รับประทานสารเคอร์คูมินมีระดับคะแนนด้านอารมณ์ที่ดีขึ้นมากกว่ายาหลอก ซึ่งผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอาจได้รับประโยชน์จากการใช้สารเคอร์คูมินในระยะเวลา 4-8 สัปดาห์หลังการเริ่มรักษา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ควรศึกษาเพิ่มเติม เช่น เพิ่มขนาดของกลุ่มทดลอง ทดสอบปริมาณของสารเคอร์คูมินที่แตกต่างกัน ติดตามผลการศึกษาในระยะเวลาที่นานขึ้น ดังนั้น จึงยากที่จะสรุปผลทันที

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ขมิ้นมีคุณสมบัติที่เชื่อว่าช่วยต่อต้านการอักเสบ จึงมีการศึกษานำร่องทางคลินิกเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการใช้สารเคอร์คูมินเปรียบเทียบกับยาไดโคลฟีแนคในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เรื้อรัง 45 คน ในการทดลองแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทานสารเคอร์คูมิน 500 มิลลิกรัมต่อวัน กลุ่มที่ 2 รับประทานยาไดโคลฟีแนค 50 มิลลิกรัม และกลุ่มที่ 3 รับประทานสารเคอร์คูมินร่วมกับยาไดโคลฟีแนค จากนั้นจึงวัดผลด้วยแบบประเมิน 2 ชุด พบว่าผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มมีอาการของโรคดีขึ้น แต่กลุ่มที่รับประทานสารเคอร์คูมินมีผลคะแนนสูงสุด อีกทั้งยังไม่มีรายงานผลข้างเคียงจากการรับประทาน ขมิ้นจึงอาจมีความปลอดภัยและเป็นประโยชน์ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และข้ออักเสบชนิดอื่น ซึ่งยังต้องค้นคว้าเพิ่มเติมในกลุ่มทดลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

โรคเบาหวาน ผลจากการวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าสารเคอร์คูมินที่พบในขมิ้นอาจช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคเบาหวานหรือป้องกันผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงของโรค จากการศึกษาสรรพคุณของขมิ้นต่อการป้องกันโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ในผู้ที่มีภาวะเสี่ยงโรคเบาหวาน 240 คน เปรียบเทียบกับยาหลอก เป็นระยะเวลา 9 เดือน หลังจบการทดลองพบว่า กลุ่มที่รับประทานสารเคอร์คูมินตรวจไม่พบผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในขณะที่กลุ่มรับประทานยาหลอกวินิจฉัยพบโรคเบาหวานประมาณ 16.4% จึงเชื่อว่าสารเคอร์คูมินในขมิ้นอาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคเบาหวาน แต่ยังไม่มีการระบุประสิทธิภาพในการรักษาที่ชัดเจน ผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานจึงไม่ควรรับประทานเพื่อวัตถุประสงค์โดยตรงแทนการไปพบแพทย์ จนกว่าจะมีข้อยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน

ข้อควรระวังในการใช้ขมิ้นอย่างปลอดภัย

  • การรับประทานขมิ้นปริมาณปกติที่พบในอาหารหรือใช้กับผิวหนังค่อนข้างมีความปลอดภัย แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 8 เดือน
  • การใช้ขมิ้นในรูปแบบอื่น ๆ เช่น น้ำยาบ้วนปาก น้ำยาสวนล้างทวาร ควรใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อความปลอดภัย
  • โดยทั่วไปขมิ้นมักไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้หรือรับประทาน แต่ในบางรายอาจมีอาการท้องเสีย เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือปวดท้อง
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขมิ้นในปริมาณมากหรือเข้มข้นสูง (มากกว่า 1,500 มิลลิกรัมขึ้นไปต่อวัน) เพราะอาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ แต่ยังไม่มีความชัดเจนถึงผลข้างเคียงนี้
  • สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรไม่ควรรับประทานสารสกัดจากขมิ้นที่มีความเข้มข้นสูงหรือรับประทานขมิ้นในปริมาณมาก โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัย และมีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
  • ผู้ที่มีอาการของกรดไหลย้อนควรปรึกษาแพทย์และระมัดระวังในการใช้ เพราะอาจส่งผลให้อาการแย่ลงในบางคน
  • ขมิ้นอาจชะลอกระบวนการแข็งตัวของเลือด ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติอาจเสี่ยงต่อการเกิดรอยช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย รวมถึงผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดอาจเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกผิดปกติ จึงควรหลีกเลี่ยงรับประทานขมิ้นก่อนเข้ารับผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
  • ผู้ที่เป็นนิ่วในท่อน้ำดีหรือมีปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดี ควรหยุดใช้ขมิ้นรูปแบบต่าง ๆ เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง
  • สารเคอร์คูมินในขมิ้นอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงรับประทานอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงกว่าเดิม
  • ขมิ้นอาจลดระดับฮอร์โมนฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิในน้ำเชื้อในผู้ชาย ผู้ชายที่ประสงค์จะมีบุตรควรรับประทานด้วยความระมัดระวัง
  • การรับประทานขมิ้นในปริมาณสูงอาจลดป้องลดการดูดซึมธาตุเหล็ก ผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กจึงควรรับประทานอย่างระมัดระวัง

 ที่มา :  https://www.honestdocs.co/turmeric-thai-herbal-and-its-benefits

ผู้เขียน : นายพิศาล ศรีเชียงสา
ตำแหน่ง : เจ้าพนักงานคอมพิวเตอร์
วันที่เขียน : 30 พฤษภาคม 2561 เวลา : 15:05:20 น.
ผู้ชม 908 ครั้ง